มาบตาพุด

หยิบหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที่ 24 มกราคมมาอ่านเจอข่าว ปากคำคนพื้นที่ 25 ปี มาบตาพุด ไปเจอเขาสัมภาษณ์คนหนึ่งชื่อเจริญ เดชคุ้ม อยู่เกาะกก หนองแตงเม บอกว่ามาบตาพุดเป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์แหล่งเกษตรกรรม สวนผลไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

อ่านถึงแค่นี้ ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างไรชอบกล ผมลงมาอยู่มาบตาพุดครั้งแรกเมื่อปี 2529 ชุมชนในมาบตาพุดเห็นมีไม่กี่ชุม เช่น มาบชะลูด หนองแฟบ ตลาดมาบตาพุด ที่ใกล้กับนิคมมากที่สุดที่เห็นในตอนนั้นก็เป็นที่หนองแฟบ กับมาบชะลูด พื้นที่ที่ว่าเป็นสวนผลไม้น่ะผมไม่เห็น ในพื้นที่ของ บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่กลางนิคม ในเวลานั้น เป็นไร่อ้อยและมีการเลี้ยงวัวอยู่สักสิบกว่าตัวมีคนงานอยู่ดูแลกัน 3 ครอบครัว เจ้าของไร่อ้อยไม่รู้อยู่ไหนส่วนแถวมาบชะลูดมีโรงงานมันสัมปะหลังอยู่ 1 โรงมีลานตากมันขนาดใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน

พื้นที่ในนิคมมาบตาพุดจริงๆส่วนใหญ่ปลูกอ้อยมันสัมปะหลัง และสัปปะรดครับ เมื่อตอนที่รัฐบาลประกาศเวณคืนทิ่ดินในนิคม เขาก็บังคับให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. อ่านว่า กอ นอ ออ นะครับ เป็นอักษรย่อของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จ่ายค่าทดแทนเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกค่าที่ดิน ส่วนที่สองเป็นค่าพืชผลบนที่ดิน จำได้ว่าสัปปะรดจ่ายต้นละ 5 บาท โดยใช้วิธีไปเดินนับกันจริงๆ เลยว่า ที่ดินของใครมีสัปปะรดกี่ต้น ที่นี้ไอ้การไปนับ เขาก็จะทำแผนออกมาว่าวันไหนไปนับของใคร พอถึงวันนัดเจ้าของที่ดินก็จะมาคอยแล้วนับไปพร้อมกับกรรมการ นับได้เท่าไรก็เอาห้าบาทไปคูณ ก็จะออกมาเป็นค่าต้นสัปปะรด

สิ่งที่เราเห็นก็คือ ไอ้ที่ดินว่างๆ ที่ไม่มีอะไรนี่หละพอถึงวันนัดที่จะนับพืชผล ก็จะมีต้นสัปปะรดมาปักอยู่เต็มไปหมด หลังจากกรรมการนับเสร็จเซ็นต์รับกันเรียบร้อย เช้าวันรุ่งขึ้นต้นสัปปะรดหล่านี้ก็จะวิ่งไปปักอยู่บนที่ดินของคนที่กรรมการจะไปตรวจเป็นรายถัดไป ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น


ภาพประกอบทาง internet จาก http://www.maptaphutport-masterplan.com
(ภาพประกอบทาง internet ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหา)

ขยับจากมาบชะลูดไปหน่อยหนึ่งก็เป็นนิวแลนด์ แหล่งบันเทิงของคนไทยและทหารอเมริกัน ในสมัยสงครามเวียดนาม เมื่อครั้งเอาเครื่องบินบี 52 มาจอดที่อู่ตะเภา ผมมาปี 2529 สงครามเวียดนามจบไปแล้ว อเมริกันก็กลับบ้านไปแล้ว ที่เห็นก็เป็นซากของแหล่งบันเทิงเก่าทั้งหลายขับรถผ่านเข้าไปดูก็ยังพอเห็นป้ายชื่อบาร์ต่างๆอยู่บ้าง

พื้นที่แถบชายทะเลสมัยก่อนก็มีหาดทรายทองที่ขึ้นหน้าขึ้นตาหน่อย มีร้านขายอาหารทะเล มีบังกะโลปลูกให้นักท่องเที่ยวมาพักแรม ขยับมาหลังร้านอาหารก็จะเป็นฟาร์มไก่ของคุณปกรณ์ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของ SPRCการทำประมง ก็มีประมงชายฝั่งหากินอยู่บ้างแต่ไม่มาก ผมจำไม่ได้ว่ามีเรือกี่ลำ ถ้าจะเอาแน่ๆ ไปค้นข้อมูลเก่าก็พอมีครับ ผมจำได้ว่า ในปี 2529 มีการนับเรือประมงชายฝั่งของชาวบ้านว่ามีทั้งหมดเท่าไร

ตลาดมาบตาพุดเล็กมากมีห้องแถวอยู่ริมสองฝั่งถนนไม่กี่ห้อง ตอนมาระยองใหม่ๆ ผมได้รับสิทธิพิเศษที่จะไม่ต้องนั่งทำงานอยู่ในบริษัทเหมือนคนอื่น ก็ขับรถตระเวณไปกินข้าวกับคนโน้น กินเหล้ากับคนนี้อยู่สัก 2 เดือนทำความรู้จักใครต่อใครในพื้นที่ บอกตรงๆ ว่าไม่เห็นมีอะไรเหมือนกับที่คุณเจริญพูดมา

ย้อนกลับไปดูหน่อยว่าทำไม รัฐบาลจึงเลือกเอามาบตาพุดมาเป็นจุดในการสร้างอุตสาหกรรมพื้นฐานในประเทศไทย

สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์เป็นนายกรัฐมนตรี มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รัฐบาลตัดสินใจที่จะขุดเอาก๊าซขึ้นมาใช้งาน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า ในสมัยนั้นประเทศเราไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้มาก่อน ก็จำต้องเชื่อบริษัท UNOCAL ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทาน

ทาง UNOCAL ก็ยื่นเงื่อนไขว่า ถ้าลงทุนดูดเอาก๊าซขึ้นมาจะต้องไปหาผู้ซื้อมาให้เพราะต้องลงทุนจำนวนมากหากขุดขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใช้งานก็จะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือพูดแบบเราคือดอกเบี้ยกินตาย

รัฐบาลก็ไปบังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้เป็นผู้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า ทีนี้ก็เกิดคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างที่ไหนดี เพราะถ้าโรงไฟฟ้าอยู่ที่ไหน ท่อก๊าซก็จะไปที่นั่นช่วงนั้นสภาพัฒน์เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพื้นที่ มีสำรวจหลายพื้นที่หลายจังหวัด ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหนบ้าง เพราะเคยอ่านรายงานการสำรวจมาเกือบ20ปีแล้ว สุดท้ายมาเลือกมาบตาพุดด้วยเหตุผลใหญ่2 เรื่องคือ

1. ทำเลที่ตั้ง เนื่องจากมาบตาพุดอยู่นอกรูปตัว ของอ่าวไทย ซึ่งเมื่อน้ำทิ้งจากนิคมอุตสาหกรรมปล่อยลงทะเล ก็จะไม่วนอยู่ในอ่าว แต่จะไหลออกไป สู่ทะเลเปิดทางเขมร และเวียดนาม

2. การระบายมลพิษทางอากาศดี เนื่องจากที่ความสูงตั้งแต่ 80 เมตรขึ้นไปของมาบตาพุด มีลมพัดแรงมาก ดังนั้นเมื่อมีการปล่อยมลพิษเข้าสู่อากาศ ลมจะพัดพาออกไป ให้เกิดการเจือจางอย่างรวดเร็ว

ส่วนเหตุผลอื่นที่ล้วนสนับสนุนให้พื้นที่อื่นๆไม่ได้รับการเลือกก็มีอีกเช่น

  • การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้
  • อุตสาหกรรมของประเทศไทยในยุคนั้นกระจุกตัวอยู่ที่ กรุงเทพ สมุทรปราการ เป็นส่วนใหญ่

รัฐบาลก็เลยตัดสินใจเลือกมาบตาพุดเป็นเป็นจุดขึ้นของท่อก๊าซเส้นแรกในประเทศไทย โดยที่ต้องวางท่อมายาวหลายร้อยกิโลเมตร ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตควักกระเป๋าออกมา 18000ล้านบาท ไปสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับก๊าซธรรมชาตินี้ ที่อำเภอบางปะกง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โรงไฟฟ้าบางปะกง เราเอาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ครั้งแรกในปี 2525 สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี

ในคืนวันที่เขาเลี้ยงฉลองความสำเร็จกัน ผมไปยืนทำหน้าที่เด็กรับใช้ครับดูแลว่าผู้ใหญ่เขาจะต้องการอะไร ก็มีหน้าที่ไปหามาให้แต่ยืนทั้งคืนก็ไม่มีใครใช้สักทีผู้ใหญ่ในโต๊ะประธานวันนั้นก็มี คุณเกษม จาติกวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ท่านกำพล สินธุวานนท์ รองผู้ว่าฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) คุณทองฉัตร หงส์ลดารมณ์ ผู้ว่าการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย คุณกมลชัย ภัทรโรมดม ผู้อำนวยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกง และใครต่อใครอีกหลายท่าน ทุกคนมีแต่ความสุขครับเพราะทุกอย่างล้วนผ่านพ้นอย่างราบรื่นด้วยความเชื่อว่าเราจะโชติช่วงชัชวาล ผมยังจำคำพูดของ ดร.ทองฉัตร บนโต๊ะอาหารในคืนนั้นได้ว่าอย่าเพิ่งดีใจไปขอให้รู้ว่าเรากำลังเอาไม้สักมาทำฟืนอยู่ ก๊าซนี้เอามาทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ

ผมไม่รู้เรื่องหรอกครับฟังแล้วก็เฉยๆ เพราะนึกว่าผู้ใหญ่เขาปลั๊บ (Bluff) กันเล่น เพราะท่านทั้งหลายพูดจาหยอกล้อมีแต่เสียงหัวเราะกันทั้งคืนเลยไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเล่น

มาอ่านต่อเรื่องมาบตาพุดวันพฤหัสนะครับ สวัสดี

ประกอบ เพชรรัตน์
Prakob@npc-se.co.th

   
        ที่มา : ประกอบ เพชรรัตน์ : 29/ม.ค./2550
 
 
 
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
 
   
 
    ตัวพิมพ์ใหญ่   ตัวพิมพ์เล็ก   ตัวเลข
กรุณานำโค้ดจากด้านบนมากรอกในช่องด้วยค่ะ
 
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายขายและการตลาด : โทร. 0 3897 7700  โทรสาร. 0 3897 7701 อีเมล์. sales@npc-se.co.th
www.npc-se.co.th ระงับอัคคีภัยในโรงงานและสถานประกอบการ